Home ละคร-ภาพยนตร์ไทย ละครอย่าลืมฉัน ตอนที่ 1

ละครอย่าลืมฉัน ตอนที่ 1

เสียงเพลงเชียร์ เสียงตีกลองดังกระหึ่ม ที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเทศกาลรับน้องที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งคราหนึ่ง นักศึกษาปี 1 ต่างก็ถูกบรรดารุ่นพี่กะเกณฑ์ให้เต้นท่าแปลกๆ บ้างก็โดนจับแต่งหน้า แต่งตัว แบบพิลึกพิลั่น ตามมาด้วยโห่ฮา ผิวปาก ของรุ่นพี่ ที่สะใจที่ได้แกล้งน้องใหม่ในคณะ

หากจะมีคนที่ไม่รู้สึกสนุกสนานไปกับเสียงอึกทึกเบื้องหลัง ก็เห็นจะมีเพียง “เขมขาติ” ที่เดินผ่านชาวคณะรับน้องไปเหมือนคนใจคอเลื่อนลอย ราวกับกำลังอยู่ในวังวนของความครุ่นคิด แววตาของชายหนุ่มซ่อนความเจ็บร้าวไว้ไม่มิด ที่มือซ้ายกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น

“เฮ้ย ไอ้เขม ไอ้เขม” เสียงเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มร้องตะโกนเรียก หากเขมชาติหาได้ยินไม่ “น้องๆเรียกพี่เขมหน่อย”

“พี่เขม พี่เขม”

หากเขมชาติ ที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หมกหมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจ ยังคงเดินลิ่วต่อไป ราวกับเสียงเรียกนั้น ไมได้กระทบโสตประสาทแม้เพียงน้อย

เขมชาติเดินระเรื่อยจนมาหยุดยืนอยู่ที่ริมถนนคนเดียว ที่มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ มือที่กำกระดาษอยู่ กระชับแน่นด้วยความโกรธแค้น แววตาเจ็บปวดรวดร้าวอย่างถึงที่สุด

ในวินาทีนั้นเอง เขมชาติก็ก้าวลงมาบนถนนโดยไม่มองรถที่กำลังแล่นมา เสียงบีบแตรดังสนั่น พร้อมกับเสียงรถที่เบรคดังเอี๊ยด ตามมาด้วยเสียงรถที่ปะทะเข้ากับร่างของเขมชาติอย่างจัง

“โครม”

ร่างของเขมชาติกระเด็นลอยมาและตกกระแทกพื้นอย่างแรง คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดร้องเสียงดังด้วยความตกใจ ชายหนุ่มนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น หากดวงตาแหงนมองค้างขึ้นไปบนท้องฟ้า แววตาเจ็บปวดเสียใจ มือที่กำกระดาษอยู่ค่อยๆ คลาย กระดาษในมือคลี่ตัวออกเห็นข้อความเขียนไว้ชัดเจนว่า

นับจากนี้ต่อไป ………. ขอให้ลืมเรื่องระหว่างเราสองคน

ขอให้จำแค่ว่าเราไม่เคยรู้จักกัน …. สุริยาวดี

เขมชาติอ่านข้อความนั้นด้วยความเจ็บปวด ปล่อยหยาดน้ำใสๆ ให้เอ่อท้นดวงตา

-ประเทศสวิสเซอร์แลนด์-

เสียงปรบมือดังก้องทั่วประชุม ภายหลังจบการฉายวิดีทัศน์แนะนำ “เขมชาติเทคซ์ไทล์” (Kammachart Textiles) ซึ่งเป็นโรงงานทอผ้าขนาดใหญ่ ภาพลวดลายบนพื้นผ้าในจอ ผนวกกับกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ยิ่งใหญ่ เรียกความสนใจจากทุกสายตาในห้องประชุมให้จดจ่ออยู่ที่จอตลอดระยะเวลาการนำเสนอ

ไฟที่เวทีสาดส่องมาที่ เขมชาติ ที่ยืนที่โพเดี้ยม ในชุดสูทแบรนด์ดัง บ่งบอกรสนิยมและความมีระดับ ทรงผมหวีเรียบ เผยให้เห็นรูปหน้าและเค้าโครงความคมคายได้อย่างชัดเจน อาจจะด้วยเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปหลายปียามนี้แววตาของชายหนุ่ม จึงดูเรียบ นิ่ง เย็นชา ไม่ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่แม้เพียงน้อย

“สวัสดีครับทุกท่าน” เขมชาติเอ่ยประโยคทักทายบรรดาบุคคลสำคัญๆ ที่มาร่วมอยู่ในห้องประชุม

เกือบทั้งหมดเป็นชาวยุโรป ข้างๆ เวทีจึงจำต้องมีล่ามทำหน้าที่คอยแปลสารมิให้สาระสำคัญตกหล่น

“ผมเขมชาติ ธีระราช รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับทุกท่านพร้อมกับความงามบนผืนผ้าที่เรา

ภูมิใจ ด้วยเทคโนโลยีการทอที่ทันสมัย ผสมผสานกับการออกแบบลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ … “เขมชาติเทคซ์ไทล์” พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ตลาดโลก”

เขมชาติยิ้มอย่างมาดมั่น

-ประเทศฮ่องกง-

เขมชาติยืนสง่าอยู่กลางห้องประชุมที่แตกแต่งสไตล์จีน จอที่อยู่เบื้องหลังชายหนุ่ม กำลังฉายภาพลายผ้าไทยโบราณดูขรึมขลังและร้อนแรง

“ผมขอแนะนำคอลเลคชั่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลายเขียนไทยโบราณ ทอด้วยเส้นด้ายทำจากสีที่ย้อมขึ้นพิเศษ เพื่อให้ได้เฉดสีที่แปลกใหม่ ผ่านกรรมวิธีการทอที่พิถีพิถัน ครบทั้งความทนทาน….สวยงาม..และเปี่ยมเสน่ห์”

เขมชาติกล่าวแนะนำลวดลายผ้า และกรรมวิธีการผลิต เป็นภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำ โดยมีล่ามคอยแปลเป็นภาษาจีนอยู่ข้างเวที

“ผ้าทุกชิ้นของเขมชาติเป็นมากกว่าของตกแต่ง แต่เป็นงานศิลปะที่ควรค่าแก่การสะสมอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ”

เป็นอีกครั้ง ที่เสียงปรบมือดังก้องไปทั้งห้องประชุม ภายหลังที่เขมชาติจบการนำเสนอ ชายหนุ่มยืนยิ้มอยู่บนเวที อย่างมั่นใจ

ระหว่างทางที่เขมชาติเดินอยู่ในโรงแรม โดยมีพนักงานเดินลากกระเป๋าเดินทางตามมา ไม่มีสายตาของสตรีคนใดที่จะไม่จับจ้องไปที่เขา หากเขมชาติหาได้ไยดีแววตาของสตรีเหล่านั้นไม่ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก่อนจะกดปุ่มโทร.ออก

“คุณสมคิดผมกำลังจะออกจากโรงแรม”

เขมชาติพูดกับทางปลายสาย พลางหยิบแว่นดำมาใส่ ยามนี้ชายหนุ่มยิ่งดูเปี่ยมเสน่ห์มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

ในขณะที่ “สมคิด” ซึ่งเป็นชายไทย วัยกลางคน และมักจะแต่งตัวเรียบๆ แนวอนุรักษ์นิยม ที่อยู่ทางปลายสาย ลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นตัวอย่างแรง

“ครับๆ ได้ครับ ผมกับวิบูลย์จะไปรอรับที่สนามบิน เจอกันครับคุณเขม”

สมคิดวางสายแล้วก็รีบกดโทรศัพท์ต่อไปยังอีกเลขหมายทันที

“คุณวิบูลย์”

“วิบูลย์” คือพนักงานอีกคน ที่ทำงานอยู่ ที่ บ. เขมชาติ ซึ่งมีสไตล์การแต่งตัวตรงกันข้ามกับสมคิดอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือเขานิยมแต่งตัวในสไตล์เนี้ยบ ทันสมัย ผสมผสานกันระหว่างเสื้อผ้าแบรนด์เนม และเสื้อผ้าที่หาซื้อได้ตามตลาดนัดขนาดใหญ่อย่างจตุจักร

“ได้ครับผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ” สมคิดวางสาย พลางหันไปสั่งบการต่อ “วิเวียน บอกให้ทุกคนเตรียมตัว”

“ค่ะ” เลขาสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม กระเดียดไปทางเกาหลี เจ้าของนาม “วิเวียน” หันกลับมารับคำ

ประตูห้องทำงานของ แผนกมาร์เก็ตติ้ง ที่ใช้พื้นที่ร่วมกับ แผนกออกแบบ ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว

“ผู้อำนวยการกำลังมาแล้วค่ะ” สิ้นเสียงตะโกนของวิเวียน พนักงานทุกคน ต่างก็รีบลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อยบ้างก็กุลีกุจอเก็บขยะ จัดโต๊ะ เก้าอี้ เก็บหนังสือดาราลงชิ้น แล้วหยิบหนังสือออกแบบ หนังสือธุรกิจมาวางไว้แทน

ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น มีเพียงหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ยืนนิ่ง มองอยู่ด้วยความแปลกใจ แม้จะมองจากด้านหลัง ก็พอจะคะแนอยู่ได้ว่าเธอผู้นี้มีรสนิยมการแต่งตัวที่จัดว่ามีระดับ ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วมือขวาที่หิ้วกระเป๋าอยู่เห็นแหวนรูปดอกไม้ 5 แฉกใส่อยู่ที่นิ้วนาง

ทันใดนั้นเสียงสมคิดก็ดังขึ้น

“คุณสุ”

เจ้าของชื่อหันมาตามเสียงเรียก เผยให้เห็นใบหน้าสวยคม ที่ได้รับการบรรจงแต่งมาเป็นอย่างดี

“คุณสมคิด สวัสดีค่ะ”

“สุริยง” ยิ้มพร้อมกับยกมือไหว้อย่างสุภาพ

สมคิด รับไหว้พลางพูดต่อ

“คุณสุมาได้เวลาพอดีเลย เดี๋ยวไปกับผม…ไปรับคุณเขมที่สนามบิน”

สุริยงมีสีหน้าตระหนก “แต่คุณสมคิดนัดให้ดิฉันมาเรียนงานจากคุณวิบูลย์วันนี้ แล้วค่อยเริ่มงานวันพรุ่งนี้นี่คะ”

จบประโยคของสุริยง วิบูลย์ก็พูดสวนขึ้นมา

“เดี๋ยวผมสอนบนรถระหว่างไปรับคุณเขมก็ได้ครับ” 

“พอดีคุณเขมกลับก่อนกำหนดหนึ่งวัน ถ้าผมให้คุณสุเริ่มงานวันนี้เลย พร้อมมั้ยครับ” สมคิดเสริมพลางหันมาถามสุริยง

“พร้อมค่ะ”

สุริยงตอบด้วยเสียงนิ่มๆ ทว่าหนักแน่น 

 

ที่มา manager